ฝันร้าย
posted on 17 Jul 2007 16:20 by openairระยะทางจากหน้าประตูโบสถ์ ถึงหน้าพระประธาน
ไม่ได้ไกลนัก แต่ด้วยความมืด เงียบ ทำให้ผมรู้สึกขนลุก
หน้าต่างบางบาน เปิดเพียงแง้มให้แสงลอดผ่านได้เพียงเล็กน้อย
ส่วนใหญ่ถูกปิดอยู่
ผมไม่รู้ว่าเดินเข้ามาในนี้ทำไม
จากประตูโบสถ์มองไปสุดทางเห็นแสงวับแวม
หน้าพระประธานมีโลงศพตั้งอยู่ ไกลเกินกว่าจะมองเห็นรูปหน้าศพ
น่าแปลกที่ในนี้ไม่มีคนมากมายอย่างที่ควรจะเป็น
ผมคิดว่า ผมกำลังมาเคารพศพใครสักคน
เดินเข้าไป มีคนนั่งอยู่ข้างๆโลงสองคน เท่านั้น กับพื้นที่เวิ้งว้างที่เหลือ
ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ
ชายวัยกลางคน ยื่นธูปให้ผม 1 ดอก
ผมคงต้องไหว้ศพ ใช่ผมต้องไหว้ศพ
ผมจุดธุป อธิฐานอะไรดีละ
แล้วนี่ผมมาเคารพศพไรละ ?
มองไปด้านข้างโลง รูปหน้าศพ ผมลืมมอง
ระยะที่ผมนั่งอยู่กลายเป็นระยะที่มองเห็นหลังรูปแล้ว
ผมเคลื่อนตัวด้วยเข่าสองข้าง ถอยหลังมาดูรูปหน้าศพ
ใจหาย
รูปผมเอง
...................
นี่เป็นความฝันที่น่ากลัวที่สุด ที่ผมจำได้
ผมตกใจตื่น เหงื่อท่วม
ผมจำโบสถ์นั้นได้ติดตา
ผมหาโอกาสไปที่โบสถ์นั้น หลังจากผมฝันไม่นาน
เป็นโบสถ์วัดที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดแพร่ ตามข้อมูลที่พระให้มา
วัดหลวง เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับเมืองแพร่
ปัจจุบันเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า
มีศาลาในบริเวณวัดอยู่ศาลาหนึ่ง
ที่ใช้เก็บของใช้โบราณของเจ้าเมือง ภาพถ่าย โลงศพ
ผมจำได้ว่าโลงนี้เป็นโลงเดียวกับที่อยู่ในฝัน
เป็นโลงเดียวกับที่ใส่ศพผมในฝัน
โลงไม้ แกะลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง
สอบถามพระที่เปิดประตูพิพิธภัณฑ์ให้ ได้ความว่า
คาดว่าจะเป็นโลงศพของเจ้านายเก่าของเมือง
สมัยเกิดกบฏเงี้ยวเมืองแพร่
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เปลี่ยนจากการปกครองจากผู้เจ้าครองนครเป็นเทศาภิบาล
ในปี พ.ศ. 2440 และได้โปรดเกล้าให้พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร)
ไปเป็นข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่เป็นคนแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2445
พวกเงี้ยวที่อาศัยอยู่ในเมืองแพร่ได้ก่อความวุ่นวายขึ้น โดยได้บุกยึดสถานที่ราชการที่สำคัญ
เช่น ศาลากลางจังหวัด ไปรษณีย์ เป็นต้น และปล้นเงินคลังของจังหวัด
ตลอดจนปล้นนักโทษออกจากเรือนจำซึ่งพระยาไชยบูรณ์ได้ทำการต่อสู้ปกป้อง
อย่างเต็มความสามารถแต่ก็ถูกพวกเงี้ยวจับตัวได้และบังคับให้ลงนามยกเมืองให้
ซึ่งพระยาไชยบูรณ์ไม่ยอม พวกเงี้ยวจึงได้นำตัวไปตัดศีรษะที่บ้านร้องกาศ
ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต)
นำทัพหลวงและกองทัพจากเมืองใกล้เคียงทำการปราบปรามพวกเงี้ยวได้อย่างราบคาบ
(ข้อมูลจาก http://www.rd.go.th/phrae/36.0.html)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ 3 จังหวัด ชายแดนไทย
บางที กบฎเงี้ยว สมัยนั้น ก็อาจจะเหมือนกับ รัฐปัตตานี ที่มีคนพูดถึง
เรื่องของดินแดน อาณาเขต การครอบครอง
หลังจากมีการศึกษาประวัติศาสตร์ลงไป โดยไม่เอาความเป็นชาตินิยมเป็นที่ตั้ง
นักวิชาการหลายคน พบว่า เงี้ยว เป็นชาติพันธ์เดิมที่ครอบครองเมืองแพร่อยู่ก่อนแล้ว
แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยส่วนกลาง
..................
ประวัติศาสตร์ มักจะเขียนโดย ผู้ชนะเสมอ
(ใครสักคน ที่เป็นผู้แพ้ ....ว่าไว้อย่างนั้น)
#1 By chichi on 2007-07-18 17:02