ดีใจจัง คันหลังก็ลาว : 6
posted on 19 Jan 2007 14:37 by openairเช้าวันที่ 26 ธันวาคม เราตื่นออกมาตักบาตรเช้า
อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่
และด้วยใจที่อยากตักบาตรหลวงพระบางให้เป็นบุญสักครั้ง
เดินออกมาแค่ทำท่าว่าอยากจะใส่บาตร ก็จะมีแม่ค้า
หาบของใส่บาตรมาบริการท่านถึงที่ ระบบขายตรง
ราคากลาง ไม่สามารถสืบค้นได้ มีตั้งแต่ชุดละ 100 50 30
แต่ทุกชุดปริมาณเท่ากัน ( อันนี้ขึ้นอยู่กับบุญที่ท่านสะสมมา )
ว่าจะเจอแม่ค้าชุดไหน เราได้ชุดละ 50 บาท
ตั้มได้ชุดละ 100 แถม มีการใส่เพิ่มและคิดเงินทีหลังอีกต่างหาก
( เป็นข้อเปรียบเทียบบุญที่สะสมมาของแต่ละคนอย่างเห็นได้ชัด เอิ๊ก ! )
ตอนใส่บาตรคนเยอะมาก คงเพราะเป็นช่วงเทศกาล
ทุกอย่างเลยดูเหมือนจัดฉาก และคงเป็นด้วยทำเลด้วยแหละ
เราเลือกแถวสี่แยก คนเลยพลุกพร่าน
คนที่มารอใส่ก็คุยกันเสียงดัง (คงไม่ต้องบอกว่าชาติไหน เอาเป็นว่าเราฟังรู้เรื่องละกัน )
แสงแฟรชวูบวาบ คนเดินตัดไปตัดมา วุ่นวายมาก ไม่ขลังเลย
สรุปว่า ไม่ประทับใจครับ
หนีออกมาเดินเล่นริมน้ำคาน ดูหมอกเลียผิวน้ำ
วันนี้เรายังคงเช่าจักรยานเหมือนเมื่อวาน แต่ก่อนออกจากห้องพัก
เราเจอแผนที่ท่องเที่ยวติดในที่พัก ทำให้วันนี้เดินทางแบบมีแผน
( ความจริงเราน่าจะหามาดูตั้งแต่วันแรกที่มาถึง แต่เราชอบมั่วๆ สนุกดี )
สะพานเหล็กเก่าที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง คือที่แรกที่เราไป
เป็นสะพานเก่าข้ามแม่น้ำคาน ผ่านได้เฉพาะรถเล็กๆ สองล้อ น่ารักดี
ด้านข้างเป็นทางคนเดิน เวลาเดินสวนกันทำให้คนต้องหลบๆกัน
เกิดเป็นความสัมพันธ์ชั่ววูบ เราว่าดีนะทำให้คนเราได้ใกล้กันมากขึ้น
เกิดปฏิสัมพันธ์กันทาง รอยยิ้ม วาจา ทักทาย
มองลงไปด้านล่างเป็นแม่น้ำคาน ในน้ำยังมองเห็นไก พืชน้ำเขียว ๆ
คล้ายสาหร่าย เคยได้ยินมาว่า เจ้าไกนี่จะเป็นตัวบอกว่า
น้ำที่นั่นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน สมัยเราเด็กๆ แถวบ้าน
มีคลองก็เคยมีไกนี่เหมือนกัน
เอามาทำอาหาร ทอดเป็นแผน ยำ หรือตำให้เละ คล้ายน้ำพริก
ตอนนี้อย่าว่าแต่ไกนี่เลย คลองก็มองไม่เห็นแล้ว
มีระบบท่อปิด แล้วเททับเป็นทางเดินด้านบน ดูศิวิไลซ์ยิ่งนัก
สักพักเราก็ปั่นจักรยานย้อนเข้าเมือง
แวะวัดที่มีเจดีย์ทรงอินเดีย ( จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว )
ถ่ายรูป ตามอัธยาศัย แวะไหว้พระ เก็บค่าเข้าชมภายในด้วยนะ
ประมาณ 40 บาท ซึ่งก็เป็นราคาค่าบำรุงรักษา
เราว่าปัญหาที่หลวงพระบางกำลังจะต้องเจอคือ
การบูรณะโบราณสถานพวกนี้แหละ
สาเหตุหนึ่งที่เชียงใหม่หมดความขลัง
นอกจากเมืองที่ขยายใหญ่แล้วก็คือ หลังจากการบูรณะโบราณสถาน
วัดวาอารามต่างๆแล้ว มันทำให้ทุกอย่างลดความขลังลงไป
แต่ไม่ใช่เชียงใหม่ทำไม่ดีนะครับ กรมศิลป์ทำดีที่สุดแล้ว
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่สาระทางสถาปัตยกรรมเดิมที่ช่างตั้งใจไว้
จะหลงเหลือยู่อย่างครบถ้วนหลังการบูรณะ
แค่ไม้เก่ากับไม้ใหม่ ( แม้จะพยายามทำสีให้เก่า ) ก็ให้อารมณ์ต่างกันแล้ว
เจดีย์หลวงที่เชียงใหม่ หลังจากบูรณะแล้ว รายละเอียดยิบย่อยต่างๆ
ก็หายไป จนตอนนี้ก็ยังไม่ไม่ใครยืนยันรูปพรรณสัญฐานของเจดีย์
องค์เดิมสมัยที่ยังเต็มองค์ได้
....................................................
กลับมาที่หลวงพระบาง
หลังจากชมวัดเสร็จก็ได้เวลาอาหารกลางวัน
เราแวะร้านข้าวปุ้น (ขนมจีน) ของคุณป้าใจดี
ที่กำลังนั่งเม้าท์กันอย่างออกรสชาติ ราคาประมาณ 35-40 บาทต่อถ้วย
ไม่ถูกเลย แต่แลกกับการพูดคุยสอบถามโน้น นั่น นี่
และความเป็นกันเอง ที่ป้าๆ มีให้
ก็ไม่แพงเลย มิตรถาพ ไม่สามารถตีเป็นราคาค่างวดได้
ร้านอยู่ระแวกเดียวกับร้านที่เราติดใจ เมื่อวานคือ
แกลลอรี่ที่ชื่อ กบน้อย และร้านหนังสือเช่า
นิทรรศการที่จัดใน แกลลอรี่ กบน้อย
ที่ร้านหนังสือเราพึ่งรู้ว่ามันมีชั้นบนด้วย เป็นที่นอน
นอนจริงๆนะครับ คงเพราะที่นี่รับอิทธิพลการนอนกลางวัน ทางฝรั่งเศสมา
เป็นฟูกหนาๆวางพื้น มีโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ สั่งอาหารแล้วยืมหนังสือจากข้างล่าง
ขึ้นมาอ่าน แล้วก็นอน หลับก็ได้
ใครใคร่นอน นอน ใครใคร่อ่าน อ่าน ใครใคร่ดื่ม ดื่ม
ช่วงเย็นมีหนังให้ดูด้วย โดยมีวันละรอบ
เป็นสถานที่ในฝันมากๆ
เราสี่อ่านหนังสือและเผลอหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบห้าโมงเย็นติดค้างพิพิธภัณฑ์ที่วังหลวงไว้
รีบปั่นไป แต่ก็ไม่ทันเวลา ไม่สามารถเข้าชมดานในได้แล้ว
ไม่เป็นไร เดินดูรอบๆอาคารแล้วก็ขึ้นภูสี
ไปรอดูพระอาทิตย์ตก บนยอดภูสี
บนนี้เราเจอนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆมากมาย
เจอคุณป้าอายุ 85 จากสิงคโปร์ มาหลวงพระบางโดย
เรีอเร็วจากทางเชียงราย ใครเคยได้ยินกิติศัพท์ของเรือเร็วมามั่ง
จะยกมือไหว้คุณป้าคนนี้ทันที
ไม่ง่ายเลยที่คุณป้าวัย 85 จะนั่งเรือหางยาวที่นั่งได้แถวเดียว
ลุกยืนไม่ได้ ไม่มีหลังคา ฝ่าลมหนาวมาเป็นเวลาเกือบ 9 ชั่วโมง
เจอรุ่นน้องที่คณะ ห่างกันหลายปีโขอยู่ จนเราจำไม่ได้
เข้ามาทัก พี่เรียนสถาปัตย์หรือเปล่าคะ ?
อะไรกันนี่ เราใส่เสื้อSHOP มารึไง ทำไมทักกัน
เหมือนกับว่าหน้าผากเรามีตราคณะติดอยู่อย่างนั้นแหละ
หลายทีแล้วแหละครับ ที่โดนทักประมาณนี้
เลยรู้สึกว่า เราแสดงอะไรออกไปเป็นสถาปนิกมากนักหรือไง
ทำไมคนอื่นถึงได้ทายถูกอยู่เรื่อย
บนยอดภูสี มีป้อมปืนโบราณอยู่ เป็นชัยภูมิที่ดีในการทำทหาร
เนื่องจากอยู่ที่สูง และมุมมอง 360 องศา
แต่วันนี้วันที่บ้านเมืองสงบ
ป้อมปืน ก็กลายเป็นของเล่นของเด็ก และ เณรไป
ปลีกวิเวกออกมาคนเดียว กลับไปหาฝูง ก็พบว่า
มีคนมารอดูพระอาทิตย์ตกเหมือนเราเยอะมากแทบจะไม่มีที่ให้ยืนถ่ายรูป
กลับลงมาจากพระธาตุภูสี คืนจักรยาน แล้วไปกินหมูกระทะในตำนาน
มีพี่คนหนึ่งแนะนำว่า ที่ลาวก็มีหมูกระทะแล้วนะ
แสดงว่าวัฒนธรรมเชียงใหม่ ลามมาถึงที่นี่แล้วจริงๆ
แต่ ไม่ใช่บุฟเฟ่นะครับ แต่อร่อยมากครับ
แต่คุ้มค่ามากครับ แต่เนื้อฝานบางมากครับ
แต่น้ำจิ้มรสเด็ดมากแต่บริการประทับใจมากครับ
กินกันสี่คนตกคนละร้อยนิดๆ เราว่าหมูกระทะเชียงใหม่ ต้องมาดูงานที่นี่มั่งแล้วแหละ
ไม่ต้องบุฟเฟ่หรอกครับ แต่เอาคุณภาพให้มันได้ แค่นี้ก็ประทับใจแล้ว
ใครมาบอกต่อเลยว่าไม่ควรพลาดครับ
ร้านจะอยู่ริมน้ำโขง ถ้าอยู่ตรงร้านกาแฟประชานิยม
ให้เดินย้อนขึ้นไปทางทิศเหนือ เลาะน้ำโขงไปเรื่อยๆ อยู่ซ้ายมือ
เป็นโต๊ะหิน ที่เจาะหลุมตรงกลาง แล้วซ่อนเตาถ่านไว้ด้านใน
เสร็จจากมื้อเย็น ก็กลับไปเดินตลาดกลางคืน
คืนนี้หมดกันไปหลายตังค์ เป็นคืนของฝาก
เราดันเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี รู้จักเขาไปทั่ว
ของฝากก็เลยมีมากตามมนุษยสัมพันธ์
เจอร้านขายซีดี น่าจะมาจากจีนแดง ขายกันแผ่นละ 2 เหรียญ (US)
เราได้ AIR แผ่นหนึ่ง พึ่งมาว่ามันเป็น 2 แผ่น ตอนเปิดออกมาดูแล้ว
ผกนอก หน้า หลัง เป็นวง AIR หมด แต่ข้างใน
แถมแผ่น รวมฮิต AIR SUPPLY มาอีกแผ่น
มันเข้ากันไหมละนั่น AIR กับ AIR SUPPLY
คงเห็นว่าเป็น AIR AIR เหมือนกันมั้ง ไม่เป็นไร ของฟรี ไม่บ่น
แค่งงคนที่เอา 2 แผ่นนี้มารวมกัน
............................................
พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางไกลอีก 1 วันเต็มๆ
แทบอดใจไม่ไหวที่จะได้เจอหุบเขาในตำนาน
ที่ซ่อนตัวระหว่างทาง อีกครั้ง
แต่คิดถึงการเดินทางแสนยาวไกล ก็เหนื่อยเอาการเหมือนกัน
แผนเดิมของเราคือนั่งเครื่องกลับจากหลวงพระบาง-เวียงจันทร์
แต่เนื่องจากเราอยากชมทิวทัศน์ข้างทางอีกครั้ง ............
เอาเรื่องจริงก็ได้ คือ ตังค์จะหมดเอานะครับพี่น้อง จากงบค่าตั๋วเครื่องบิน
2,500 ก็เลยเหลือแค่ค่ารถกลับ ประมาณ 800 บาท
เรายังต้องค้างหนองคายอีกตั้ง 1 คืน
เพื่อขึ้นรถไฟกลับในเย็นวันที่ 29 ธันวาคม
#1 By ข้าวไข่เจียว on 2007-01-22 13:54