ดีใจจัง คันหลังก็ลาว : 5
posted on 15 Jan 2007 22:56 by openairเช้าตรู่ (ของเรา) วันที่ 27 ธันวาคม
ก็เกือบๆสิบโมงแล้วแหละ
เก็บของ ย้ายที่พักมายังเกสเฮ้าส์ที่นัดกันไว้เมื่อวาน
เอากระเป๋าเข้าห้องแล้วออกมาเดินลุยหมอกเช้ากัน
นั่งกินกาแฟร้านประชา(ชนชาวไทย)นิยม
เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นร้านในตำนาน ที่พอคนไทยไปหลวงพระบางทีไร
เป็นต้องไปกินกาแฟร้านนี้ทุกที ก็เลยต้องเอากับเขาหน่อย
ที่ถูกใจกลับไม่ใช่กาแฟ เราสี่คนไปติดใจเด็กฝรั่งคนหนึ่ง
ที่เดินทางมากับพ่อแม่ เด็กที่น่ารักที่สุดในโลก
เด็กที่ถ้าใครเห็น ต้องอยากขโมยมันมาเป็นลูก
เด็กผู้ชายวัยประมาณหกเจ็ดขวบกำลังชน อยู่ในชุดยอดมนุษย์
ที่มีพร้อมทั้งหน้ากาก เตรียมพร้อมจะขจัดเหล่ามารตลอดเวลา
ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทักทายทุกคนที่ญาติดีด้วย
ถ่ายรูปร่วมกัน แต่ไม่ได้ใช้กล้องเรา แค่นับหนึ่ง แกก็เอามือมาคว้าคอเรา
ทำสนิทเนียนหยั่งกะรู้จักกันมาสิบสี่ปีสองเดือน
( คงต้องหามาแปะโอกาสหน้า )
แล้วน้องเค้าก็คว้ากล้องหมอนิลไป บอกเพียงแค่ ชัตเตอร์ กับ ซูม
มันดั้นถ่ายออกมาสวยทุกรูป โฟกัส คอมโพส
เล่นเอา ลุง(นิล) ป้า(มาศ) น้า(ตั้ม) อา(แอ๊ะ) แทบเขวี้ยงกล้องทิ้ง
หลังจากสนุกกับเด็กอยู่พักใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ได้เวลาตะลอนหลวงพระบาง
เราเช่าจักรยานมาทุ่นแรง ปั่นไปรอบๆเมือง อากาศหนาว
ทำให้ปั่นได้อย่างสบายแรง ไม่ร้อน
แวะโรงเรียนที่มีอาคารเรียนหลังเก่า
ทุกคนต่างแยกย้ายกันถ่ายรูปตามอัธยาศัย
เด็กๆเล่นชิงช้าอยู่ใต้ต้นหูกวาง
หันมาทางสนามบาสหน้าอาคารเรียน
มีมวยสด 1 คู่
เรายืนดูเด็กทะเลาะกัน ด้วยเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเด็ก
แต่น้องสองคนนี้เค้าต่อยกัน จริงจังได้ใจมาก
เราว่าบางที ตาต่อตาฟันต่อฟันแบบนี้ก็ดูเป็นลูกผู้ชายดี
ต่อยๆกัน เคลียกันให้รู้เรื่องไปเลย จะได้สบายใจ
เราไม่ใช่คนชอบความรุนแรง แต่เราไม่ชอบอาการอึมครึม
และเห็นว่ามันเป็นตัวนำมาซึ่งอีกหลายๆปัญหาตามมา
ถ้าเกิดผู้ใหญ่ในบ้านเราตัดสินปัญหากันแบบนี้
บางทีหลายๆปัญหาน่าจะลุล่วงไปด้วยดี
ขอเชิญ สส. นั่น และ สส. นี่ไปหลังห้องประชุมครับ
อะ ลุบ ตุบ ตับ ..... อะ ลุบ ตุบ ตั๊บ
จบ
......................................................
และนี่คือสภาพของผู้แพ้
หลังจากหนำใจจากการดูเด็กต่อยกันแล้วร้องไห้
( รู้สึกเหมือนเป็นคนโรคจิตขึ้นมาตะหงิด ตะหงิด)
แล้วหันไปหาเพื่อนๆ หาอะไรกินเล่นแถวหน้าโรงเรียน
ก่อนปั่นจักรยานออกไปเราหันกลับไปมองในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง
น้องสองคนที่ต่อยกันกอดคอเดินเข้าไปในอาคารเรียน
( คาดว่าคงเป็นห้องอาจารย์ฝ่ายปกครอง อะเจร้ย ! ... เสียซึ้งเลย )
ปั้นจักรยานถัดไปจากโรงเรียนอีกนิดเราเจอ วัด
( ขออภัยไม่สามารถจำชื่อได้ เพราะที่นี่วัดเยอะเต็มไปหมดเหมือนเชียงใหม่ )
มีงานงานบุญใหญ่ ได้ข่าวว่าเป็นลูกของผู้ใหญ่ไฮโซในหลวงพระบาง
เป็นงานบวช ผู้คนมาร่วมงานมากหน้าหลายตา
แต่งตัวสวย แต่งตัวหล่อ แวะเก็บภาพสักพักก็ออกมา
เด็กในวัด
( น้องเค้ากำลังขี่หลังพี่ชายฝาแฝดที่คลานตามกันมา )
แมวในวัด อาบแดดอุ่น
..........................................
มื้อกลางวันสำหรับวันนี้ เรากินร้านอาหารที่นั่งริมน้ำโขง
ราคามาตรฐานร้านอาหารทั่วไป
คิดตังค์ตกคนละประมาณ 80 บาท
มอนิลเห็นสติ๊กเกอร์ติดตามเสาไฟ เป็นร้านหนังสือ
มีหรือจะพลาด เราปั่นจักรยานมั่วๆไปจนเจอ
ร้านจะอยู่สามแยกใกล้ๆกับทางออกไปสะพานเหล็กเก่า
อยู่ฝั่งด้านที่เป็นทางขึ้นพระธาตุภูสีด้านทิศตะวันออก
( บอกละเอียดหน่อยเพราะเราว่าไม่ควรพลาด )
เหมือนมาดูงานร้านหนังสือ เป้นหนังสือเช่า แต่ที่พิเศษก็คือ
คนลาวเช่าฟรี ไม่ต้องเสียเงิน ( ขนลุกไหมครับ )
เราแปะไว้ก่อน จะมาเอาคืนพรุ่งนี้โดยละเอียด วันนี้เวลาน้อย
ตรงข้ามเป็นร้านEXHIBITION ชื่อร้าน KOBNOI ( กบน้อย )
ชื่อน่ารักนะครับ มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับข้าว และวิถีชีวิตชาวนา
จัดได้ดีมาก น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ สวยอะ
มีการใช้ฟางมาปั้นเป็นหุ่น ขวดโหลใส่เม็ดข้าวสีต่างแขวนเพดาน
ผนังห้องน้ำใช้แฝกกั้น แต่ตัดปลายให้เรียบร้อยและให้ช่องไฟถี่ๆ
เห็นแล้วแทบอดใจ เข้าไปปลดทุกข์ให้สุขาไม่ไหว
ด้านหน้ามีของที่ระลึกขายเล็กๆน้อยๆ
นี่ก็แวะเหมือนกัน แปะไว้พรุ่งนี้จะมาแช่อยู่แถวนี้
เย็นนี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ตกที่ริมน้ำโขง
ปั่นจักรยานข้ามมาฝั่งตะวันตก แข่งกับแสงอาทิตย์ที่น้อยลงเรื่อยๆ
เพื่อมาเก็บภาพแสงสุดท้ายของริมโขง
ใครจะบอกว่าพระอาทิตย์ตกที่ไหนก็เหมือนกัน
ผมคนหนึ่งและที่เถียงตาย
เราไม่ได้มาดูพระอาทิตย์นะครับ
เรามาชื่นชมความงามของแสงสุดท้ายของวัน
หลายครั้งที่เราไปที่แหลมพรหมเทพที่ภูเก็ต พอพระอาทิตย์ตกลับทะเลไป
นาทีนั้นจะมีปรบมือ แล้วก็หันหลังกลับไม่เกินสิบนาที
แหลมพรหมเทพก็แทบจะร้างผู้คน
แต่พวกที่กลับไปแล้วเค้าจะรู้หรือเปล่านะ ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด
เหมือนดูฝีแปรงบนผ้าใบผืนใหญ่
และที่นี่หลวงพระบางก็เหมือนกัน
ฝีแปรงของธรรมชาติ ฝีมือไม่เคยตก
....................................
( อย่าว่าแต่แกเลย กูเขียนเองก็จะอ๊วกเหมือนกัน )
ตัวอักษรสีเทามันบาดตาว่ะ อ่านแล้วปวดตาอิ๊บ
#1 By filmsick on 2007-01-16 00:04