ยี่สับห้าธันวาคมรถตู้สภาพโล๊ะทิ้งจากเมืองจีน (สังเกตุได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดในรถ)

คือพาหนะที่พาเรามาเปลี่ยนรถ ที่เมืองหลวงเวียงจันทร์ เพื่อจะไปต่อวังเวียง

จากเวียงจันทร์ เราเปลี่ยนเป็นรถตู้สภาพโล๊ะจากเกาหลี

(สังเกตุได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดในรถ ... เช่นกัน)

จากหนองคายมาเวียงจันทร์ ยี่สิบสี่กิโลเมตร จากเวียงจันทร์ไปวังเวียง

ไม่ทราบระยะทางที่แน่ชัด แต่จำได้ว่าออกจากเวียงจันทร์

สิบโมง ถึงวังเวียง บ่ายสองโมง

มาถึงวังเวียง รถจอดที่หน้าอาคารสูงสี่ชั้น คะเนว่าน่าจะสูงสุดในย่านนี้แล้ว

เป็นเกสเฮ้าส์ หลังจากลงจากรถ เจ้าของก็มาสอบถามเรื่องที่พัก

และก็ได้ความว่า คุณแม่อุปถัมน์ของเราจากหนองคาย

ตามมาอุปถัมน์เราถึงที่นี่ แกโทรมาติดต่อให้ก่อนในราคาพิเศษ

ห้องเดียวพักสี่คน ในราคาแปดดอลล่าห์ ตกคนละประมาณ แปดสิบบาท

โอ้......ไม่

ไหนละน้ำ ไหนละเขา วังเวียงนะ เราจะอยู่กระท่อมริมน้ำ

แบบที่ตื่นเช้ามาชื่นชมม่านหมอกที่ค่อยๆคลี่ออก จนเจอภูเขาที่สลับซับซ้อน

แล้วนี่อะไร อาคารหอพักนักศึกษาย่านรามคำแหงชัดๆ

แต่ด้วยความเกรงใจคุณแม่อุปถัมน์ อีกทั้งคิดว่าพักแค่คืนเดียว

พรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางอยู่แล้ว ก็พักที่นี่ละกัน

ทิ้งกระเป๋า และสัมภาระทุกอย่างลงในห้อง แล้วรีบออกมาหาวังเวียง

อย่างที่เคยเห็นจากโปสการ์ด หนังสือ เวปไซด์ ที่เค้าว่าเป็น ปายเมืองลาว

................................................

ออกมาหน้าหอพัก (ที่พัก) ก็เจอย่านผับ บาร์

เดินทะลุแหล่งกินดื่ม และย่านชุมชน จนไปเจอแม่น้ำซอง ที่อยู่หน้าแนวเขา

เอ่อ ใช่แล้วแหละ อย่างที่เคยเห็นมา วังเวียง

มีฝรั่งลอยน้ำมากับห่วงยาง สองสามชีวิต

ดูเหมือนจะสนุก กลางแดดร้อนเปรี้ยง เราไม่ขอร่วมสนุกด้วย

เราเดินเลาะไปตามแม่น้ำ หาร้านอาหารเพื่อกินมื้อเที่ยง ( ตอนบ่ายสองกว่าๆ )

เจอร้านหนึ่งเป็นศาลากว้าง ริมตลิ่งแม่น้ำซอง

เป็นอาหารพื้นบ้าน ประเภท ส้มตำ ปลาทอด ลาบไก่

ส้มตำลาว อร่อยมาก มีก้านใบบอนเป็นเคียง

จำได้ว่าเคยกินแถวบ้านตอนเด็กๆ ต้องลอกเอาเปลือกนอกมันออกก่อน

จะได้ก้านบอลเปลือยๆ พรุนเหมือนฟองน้ำ ไร้รสชาติ

แต่เมื่อกินร่วมกับส้มตำแล้ว เข้ากันอย่างบอกไม่ถูก

กินเสร็จแล้วก็นอนสิครับ ร้านติดน้ำร้านนี้มีเราแค่สี่คน

จะมีอะไรดีไปกว่ากินให้อิ่มแล้วนอนผึ่งพุง ให้กระเพาะได้ทำงานอย่างเต็มที่

( ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะอาจทำให้ปริมาตรของท่านเพิ่มขึ้นได้ )

ที่ร้านนี้จะมีลานบ้านโล่งๆอยู่ตรงกลาง ต้นไม้ใหญ่โอบลานหญ้าเขียว

แต่ใต้ร่มไม่ ไม่มีเศษใบไม้ให้ดูรกตา แสดงว่าเจ้าของดูแลมันเป็นอย่างดี

บริเวณที่ไม่มีหญ้าคลุม จะมีดินที่มีตะไคล่เขียวเกาะอยู่

ลานดินอย่างนี้ทำให้เราแทบน้ำตาเล็ด จำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก

ที่บ้านเราเคยมีลานดินแบบนี้ ดินที่สามารถเอามาปั้นได้เป็นบ้าน

เป็นรถ เป็นคนได้ อย่างกับทรายริมหาด

คิดแล้วชวนขนลุก ตอนนี้อย่าว่าแต่ดินปั้นได้เลย

แค่ดินเฉยๆ ก็แทบจะไม่มีที่ให้ตีนสัมผัสแล้ว

.......................................

ตื่นมาก็คล้อยเย็น เดินดูรอบๆย่านชุมชน

หาเช่าจักรยานปั่น เพื่อรักษาเวลาที่มีให้เมืองนี้น้อยเต็มที

สี่คนจากเดิมที่จะเช่ากันคนละคัน แต่มาศไม่สันทัดในการปั่นนัก

ก็เลยเหลือสี่คน สองคัน เรารับผิดชอบน้ำหนักมาศเอง

ส่วนนิล รับผิดชอบน้ำหนักตั้ม แต่ ... แต่

น้ำหนักตั้มเกินที่นิลจะรับผิดชอบได้ ตั้มจึงต้องรับผิดชอบตัวเอง

โดยการไปเอามาปั่นเองอีกคัน ดูมันตื่นเต้นกับการปั่นจักรยานมาก

ด้วยเพราะว่า ขาคู่นั้นของมัน (ตั้ม) ไม่เคยผ่านการปั่นจักรยานมาก่อน

มีบ้าง แต่ไม่ได้จริงจังเป็นระยะทางสองสามกิโลเมตร

เราปั่นออกไปจากย่านชุมชน ผ่านวัด ทุ่งนา เข้าซอยโน้น ซอยนี้

ไปเรื่อยๆ ไปแบบคนไม่มีแผนที่ เราเคยเห็นเกสเฮ้าส์หนึ่งที่มีที่ให้คนกระโดดน้ำ

อยู่ริมน้ำ มีเชือกผูกกับเสาไม้ คล้อยชิงช้า

สอบถามชาวบ้านได้ความว่าต้องปั่นออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร

ปั่นครับ ปั่นไปแข่งกับแสงสว่างที่น้อยลงเรื่อยๆ

ไปถึงกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีรั้วกั้น ไม่รู้ว่าชาวบ้านบอกทางมาผิด

หรือว่าเข้าใจกันไปคนละที่ หรืออะไรสักอย่าง

ก็เลยอดเข้าไป หมอนิลเสนอว่า อยากเห็นทุ่งดินแดง

ทุ่งดินแดง เป็นดินแดนยูโทเปีย ของคนชอบสูบสมุนไพร

เป็นดินแดนเพาะปลูกสมุนไพรในตำนาน จากหนังสือของคุณต้นอนุสรณ์

สอบถามได้ความว่าไปอีกประมาณสองกิโล คำนวนแล้ว

สองกิโล แล้วต้องกลับไปที่เดิมอีก เบ็ดเสร็จร่วม 6 กิโล

กับเวลาไม่เกินชั่วโมง เพราะความมืดเริ่มมาเยือน

เราจึงเลือกปั่นกลับ ไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่ละกัน ทุ่งดินแดง

เอาจักรยานไปคืน เกือบๆหกโมงเย็น

.....................................

เตร็ดเตร่ และเล็งสถานที่กินสำหรับมื้อเย็น

ร้านอาหารระแวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นร้านที่ทำไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

เมนูอาหาร และราคา ก็จัดได้ว่าเหมาะสม ไม่ขูดรีดจนเกินไปนัก

อาจด้วยเพราะเรามาจากภูเก็ต เที่ยวที่ไหนก็เลยดูเหมือนว่าจะถูกไปหมด

แต่ที่เราอยากได้คือร้านชาวบ้าน ตามข้างทาง

เดินไปเจอร้านคุณป้าคนหนึ่ง ขายข้าวเปียก ( คล้ายโจ๊คบ้านเรา )

ทุกอย่างในบริเวณนั้นดูขัดกันไปหมดวัดเก่า ที่มีเด็กน้อยเรียนอยู่

กับข้าวเปียกของป้าหน้ารั้ววัด และผับเปิดเพลงเล่นพูล

ถามป้า ป้าบอกว่าผับนี้ดังได้ถึงสี่ทุ่ม แล้วก็ต้องปิดเสียง

เป็นข้อตกลงที่น่ารักดีกับชุมชนที่พึ่งพากันอย่างนี้

มันคงต้องเป็นไปแหละครับ เมื่อทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป

อย่าได้กระแดะตำหนิว่าไม่เหมาะสมอย่างโน้นอย่างนั้นกันเลย

สู้ปรับให้มันอยู่ด้วยกันได้โดยไม่รบกวนกัน

ดีกว่ามาทะเลาะกันถึงความเหมาะสม

หลังอาหารเย็นก็มาถึงเครื่องดื่มเย็น เดินเลือกดูร้านรวงที่ออกจะคล้ายกันไปหมด

ทุกร้านมีทีวี เปิดหนัง หรือไม่ก็ซีรี่ย์ ยอดนิยม

มีที่นั่งเป็นเบาะนั่งกับพื้นและทุกที่นั่งหันหน้าเข้าหาทีวี

ไม่รู้จะมาเที่ยวกันทำไม เราเลือกดูซีรี่ย์ FRIENDS ที่เล่นจากแผ่นผี

กระตุกให้รำคาญเป็นระยะ เหมือนมานั่งดูทีวีด้วยกัน

คนจากหลายที่หลายทาง มานั่งดูซีรี่ย์ FRIENDS ด้วยกัน

รู้สึกแปลกๆดีพิลึก

กว่าจะกลับเข้าไปที่พักก็เกือบเที่ยงคืน พรุ่งนี้เป็นวันที่ต้องเดินทางไกลอีกวันหนึ่ง

วังเวียง - หลวงพระบาง แปดชั่วโมงบนรถ

ที่ไม่สามารถระบุรูปพรรณสัญฐานได้ ในเวลานั้น

............................................

ภาพประกอบ : ความเดิมจากตอนที่แล้ว

โรงหนังเก่าในเมืองหนองคาย สถานะในตอนนี้

ก็เหมือนกับโรงหนัง STAND ALONEทั่วไป ในประเทศไทย

เพชรสยาม เป็นชื่อโรงหนังที่เพราะดี ทำให้นึกถึงชื่อโรงหนังที่แพร่( บ้านเรา )

มีสามโรง ชื่อ แสนเมือง , แมนสรวง และ เลอสรวง

ปัจจุบันกลายเป็นผับชื่อ TRIPLE X ( XXX ) ,โกดังเก็บของ , และ ร้าง ตามลำดับ

ตึกเก่าๆแถวย่านตลาดท่าเสด็จในเมืองหนองคาย

ชอบเดินไปในย่านตึกเก่า เมืองเก่า

เกือบทุกที่จะมีย่านนี้อยู่ เป็นย่านที่เหมือนเป็นผู้นำความเจริญ

พอเวลาผ่านไปก็จะถูกทิ้งร้าง รื้อ สร้างใหม่

เก่าไป ใหม่มา เป็น สัตว์จะทำ (สัจธรรม)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เลือกเล่นเกมส์ที่นี่
http://clubrot.com/game

#1 By เที่ยวไทย on 2007-09-12 08:14

พูดคุยเรื่องรถที่
http://clubrot.com/cars

#2 By เที่ยวไทย on 2007-09-12 08:22